บอร์ดประชุมหลายบริษัทเจอปัญหาเดิม ทีมเอาข้อมูลมาเสนอเยอะมาก แต่ผู้บริหารฟังจบแล้วยังไม่รู้ว่าต้องตัดสินใจอะไร ตัวเลขถูกต้องทุกตัว กราฟสวยทุกแผ่น แต่เรื่องราวที่ควรจะเชื่อมโยงกันหายไปกลางทาง อาจารย์เจอเคสแบบนี้บ่อยมากตอนไปนั่งฟังทีมซ้อมพรีเซนต์ก่อนเข้าบอร์ดจริงค่ะ
หลักสูตร Data Storytelling สำหรับองค์กรที่ดีต้องมี 3 ส่วนหลัก คือกรอบคิดเล่าเรื่องด้วยข้อมูล (เช่น THINK TURN TELL) เวิร์กช็อปฝึกจากข้อมูลจริงของบริษัท และการฝึกนำเสนอต่อหน้าผู้ฟังจริงพร้อมฟีดแบ็ก ขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไป ทีมจะกลับไปเล่าข้อมูลแบบเดิมหลังจบคลาสค่ะ
หลักสูตร Data Storytelling สำหรับองค์กร คืออะไร

หลักสูตร Data Storytelling สำหรับองค์กร คือการฝึกให้พนักงานแปลงตัวเลขและกราฟให้กลายเป็นเรื่องราวที่ผู้ฟังตัดสินใจต่อได้ทันที ต่างจากการอบรม Excel หรือ Data Visualization ทั่วไปที่เน้นแค่การทำกราฟให้สวย เพราะ Data Storytelling ต้องเชื่อมโยงตัวเลขเข้ากับสิ่งที่ผู้ฟังต้องตัดสินใจ ไม่ใช่แค่แสดงข้อมูลให้ครบ
หลายองค์กรมีทีมที่ทำกราฟเก่งอยู่แล้ว แต่ยังขาดทักษะจัดลำดับเรื่องเพื่อนำไปสู่บทสรุปที่ชัดเจน หลักสูตรนี้จึงเน้นสอนโครงสร้างการเล่าเรื่องคู่กับข้อมูล มากกว่าสอนแค่เครื่องมือทำกราฟนะคะ
องค์ประกอบที่หลักสูตรต้องมี ตามกรอบ THINK TURN TELL

Betterpitch วางหลักสูตร Data Storytelling บนกรอบ THINK TURN TELL ซึ่งเป็นหลักสูตรจาก Kamari Business Presentation ประเทศญี่ปุ่น ที่เราเป็นพันธมิตรทางการหนึ่งเดียวในไทย แบ่งเป็น 3 ขั้นตอนที่ต้องฝึกครบ ไม่ใช่แค่เลือกฝึกขั้นตอนเดียว
- THINK ฝึกคิดโครงสร้างก่อนพูด เริ่มจากตั้งคำถามว่าข้อมูลชุดนี้ต้องการให้ผู้ฟังตัดสินใจอะไร ไม่ใช่เริ่มจากเปิดกราฟแล้วเล่าไปเรื่อยๆ
- TURN ฝึกเปลี่ยนมุมมองข้อมูลให้ตรงกับสิ่งที่ผู้ฟังสนใจ เช่น ผู้บริหารสนใจผลกระทบต่อกำไร มากกว่ารายละเอียดขั้นตอนการเก็บข้อมูล
- TELL ฝึกนำเสนอให้กระชับ จบด้วยข้อเสนอที่ตัดสินใจได้ทันที ไม่ใช่จบด้วยการอ่านสรุปตัวเลขซ้ำอีกครั้ง
หลักสูตรที่ดีต้องให้ผู้เรียนฝึกทั้ง 3 ขั้นตอนนี้ด้วยข้อมูลจริงของบริษัทตัวเอง ไม่ใช่ข้อมูลตัวอย่างที่ไม่เกี่ยวกับงาน เพราะการฝึกกับเคสจริงจะทำให้พนักงานเห็นภาพว่าจะนำไปใช้ในการประชุมจริงได้อย่างไรค่ะ
หลักสูตรที่ดีต้องมี Workshop จากข้อมูลจริงของบริษัท

จุดที่แยกหลักสูตรดีกับหลักสูตรทั่วไปออกจากกันชัดเจนที่สุดคือ Workshop วิทยากรที่ดีจะขอให้ทีมส่งชุดข้อมูลหรือรายงานที่ใช้จริงในบริษัทมาก่อนวันอบรม แล้วให้ผู้เรียนฝึกเล่าเรื่องจากข้อมูลชุดนั้นจริง แทนที่จะใช้เคสตัวอย่างสำเร็จรูป
ลองดูความต่างแบบนี้นะคะ หลักสูตรทั่วไปที่ใช้เคสตัวอย่างสำเร็จรูป ผู้เรียนมักฟังเข้าใจในห้องแต่พอกลับไปทำงานจริงกลับแปลงความรู้มาใช้ไม่ถูก เพราะข้อมูลในห้องเรียนไม่เหมือนข้อมูลที่ต้องเจอจริง แต่พอปรับมาฝึกกับชุดข้อมูลหรือรายงานที่ทีมใช้จริง ผู้เรียนกลับไปใช้ทักษะได้ทันทีในรายงานประจำเดือนหรือการประชุมบอร์ดครั้งถัดไป ไม่ต้องแปลงความรู้จากเคสสมมติมาใช้กับงานจริงอีกขั้นตอนหนึ่งค่ะ
เลือกหลักสูตร Data Storytelling อย่างไรให้เหมาะกับองค์กร

องค์กรที่มีทีมทำรายงานผู้บริหารเป็นประจำ เช่น ทีมการเงิน ทีมกลยุทธ์ หรือทีมขาย ควรเลือกหลักสูตรที่เน้นฝึกจากรายงานจริงของแผนกตัวเอง ส่วนองค์กรที่ต้องการปูพื้นฐานให้ทั้งบริษัทเข้าใจภาษาข้อมูลร่วมกัน อาจเริ่มจากหลักสูตรที่เน้นกรอบคิดกว้างก่อนแล้วค่อยลงลึกทีละแผนก
คำถามที่ควรถามวิทยากรก่อนตัดสินใจคือ หลักสูตรนี้ฝึกจากข้อมูลจริงของบริษัทเราหรือไม่ มีขั้นตอนเก็บตัวอย่างรายงานก่อนออกแบบเนื้อหาหรือเปล่า และวัดผลหลังจบคลาสด้วยอะไร ไม่ใช่ถามแค่ราคาต่อหัวอย่างเดียวนะคะ
ทำไมองค์กรถึงลงทุนอบรม Data Storytelling มากขึ้นทุกปี

ยิ่งองค์กรเก็บข้อมูลได้มากขึ้น ยิ่งต้องการคนที่แปลข้อมูลให้ผู้บริหารเข้าใจได้เร็ว การประชุมที่ใช้เวลาอธิบายกราฟนานเกินไปมักจบด้วยการเลื่อนตัดสินใจออกไปอีกรอบ ทำให้เสียเวลาทั้งทีม
หลักสูตร Data Storytelling ที่ฝึกจริงจึงช่วยลดเวลาประชุมได้เห็นผลชัดเจน เพราะผู้เรียนจะเล่าข้อมูลแบบมีจุดจบที่ตัดสินใจได้ทันที แทนที่จะเล่าไปเรื่อยแล้วให้ผู้ฟังสรุปเอง ลองสังเกตดูนะคะ อยากรู้ว่าทีมของคุณกำลังเสียเวลาประชุมไปกับปัญหานี้อยู่หรือไม่ค่ะ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหลักสูตร Data Storytelling สำหรับองค์กร

หลักสูตร Data Storytelling ต่างจากหลักสูตร Data Visualization อย่างไร
Data Visualization เน้นสอนวิธีเลือกและออกแบบกราฟให้อ่านง่าย ส่วน Data Storytelling เน้นสอนวิธีจัดลำดับเรื่องราวจากข้อมูลให้ผู้ฟังตัดสินใจต่อได้ หลักสูตรที่ดีมักสอนควบคู่กันเพราะกราฟที่ดีต้องมาพร้อมเรื่องเล่าที่ชัดเจนด้วย
ทีมที่ไม่ถนัดตัวเลขจะเรียนหลักสูตรนี้ทันไหม
ทันแน่นอนค่ะ เพราะหลักสูตรเน้นฝึกโครงสร้างการเล่าเรื่องมากกว่าการคำนวณ ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเก่งสถิติ แต่ต้องเข้าใจว่าข้อมูลชุดนั้นตอบคำถามอะไรให้ผู้ฟัง แล้วฝึกเรียบเรียงให้ตรงประเด็น
หลักสูตรนี้ใช้เวลากี่วันถึงเห็นผล
โดยทั่วไปหลักสูตร 1-2 วันเต็มเพียงพอสำหรับปูพื้นฐานกรอบ THINK TURN TELL และฝึก Workshop จากข้อมูลจริงของบริษัท ทีมที่ต้องการฝึกเชิงลึกทุกแผนกอาจใช้เวลาต่อเนื่องหลายรอบตลอดไตรมาส
THINK TURN TELL ใช้ได้กับการนำเสนอขายด้วยหรือไม่
ใช้ได้ เพราะกรอบนี้ออกแบบมาสำหรับการนำเสนอทุกรูปแบบที่ต้องใช้ข้อมูลประกอบ ไม่ว่าจะเป็นรายงานผู้บริหารหรือการนำเสนอขายลูกค้า หลักการคิดโครงสร้างก่อนพูดใช้ได้เหมือนกันทั้งสองกรณี
หลักสูตรอบรม Data Storytelling สำหรับองค์กรที่ดีต้องฝึกทั้งกรอบคิด THINK TURN TELL, Workshop จากข้อมูลจริง และการนำเสนอต่อหน้าผู้ฟังพร้อมฟีดแบ็ก ขาดส่วนใดส่วนหนึ่งทีมจะกลับไปเล่าข้อมูลแบบเดิมหลังจบคลาส เลือกหลักสูตรที่ครบทั้ง 3 ส่วนนี้ก่อนตัดสินใจเสมอนะคะ
