In-House Training คืออะไร ต่างจาก Public Training อย่างไร เลือกให้คุ้มงบใน 3 ขั้นตอน (2026) | Betterpitch

เปรียบเทียบ In-House Training กับ Public Training แบบเห็นภาพ พร้อมเช็กลิสต์เลือกหลักสูตรอบรมภายในองค์กรให้ตรงเป้าและคุ้มงบที่สุด

ทีม HR หลายองค์กรเจอคำถามเดิมทุกไตรมาสค่ะ งบอบรมพนักงานปีนี้ควรจัดคลาสรวมกับบริษัทอื่น หรือจ้างวิทยากรมาสอนเฉพาะทีมตัวเองดี อาจารย์เจอคำถามนี้บ่อยมากจากลูกค้าที่ทักมาปรึกษา คำตอบไม่ได้อยู่ที่ราคาต่อหัวอย่างเดียวนะคะ แต่อยู่ที่เป้าหมายการเรียนรู้ จำนวนผู้เรียน และปัญหาจริงที่ทีมเจอหน้างาน

คำว่า in house training คือคำที่ค้นบ่อยที่สุดตอนเทียบราคากับ public training แต่หลายคนยังสับสนว่าสองแบบนี้ต่างกันตรงไหนบ้าง นอกเหนือจากเรื่องจำนวนคนเรียน บทความนี้อาจารย์จะแยกให้ชัดทีละประเด็น พร้อมวิธีเลือกให้คุ้มงบที่สุดสำหรับทีมของคุณ

คำตอบโดยสรุป

In-House Training คือหลักสูตรอบรมที่ออกแบบเฉพาะให้พนักงานองค์กรเดียว สอนเฉพาะกลุ่มคนในบริษัทนั้น ต่างจาก Public Training ที่รวมผู้เรียนจากหลายบริษัทในคลาสเดียวกัน จุดต่างหลักคือความเฉพาะเจาะจงของเนื้อหา ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลบริษัท และงบต่อหัวที่คุ้มกว่าเมื่อมีผู้เรียนตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปค่ะ

In-House Training คืออะไร ต่างจาก Public Training อย่างไร

บรรยากาศห้องอบรม In-House Training พนักงานบริษัทเดียวกันฝึกพรีเซนต์ร่วมกัน

In-House Training คือหลักสูตรอบรมภายในองค์กรที่วิทยากรออกแบบเนื้อหาเฉพาะสำหรับบริษัทเดียว สอนที่ออฟฟิศของลูกค้าหรือสถานที่ที่บริษัทเลือกเอง ผู้เรียนทุกคนมาจากทีมเดียวกัน ทำให้ยกตัวอย่างปัญหาจริงในงาน ชื่อโปรเจกต์จริง หรือแม้แต่ชื่อลูกค้าจริงของบริษัทมาใช้ประกอบการสอนได้เต็มที่

ส่วน Public Training คือคลาสเปิดที่รวมผู้เรียนจากหลายบริษัทในรอบเดียวกัน เนื้อหาต้องเป็นกลางพอให้ใช้ได้กับทุกอุตสาหกรรม เหมาะกับพนักงานที่ต้องการเรียนรู้พื้นฐานทั่วไป หรือบริษัทที่มีคนอบรมแค่ 1-3 คนต่อรอบ

ประเด็น In-House Training Public Training
เนื้อหา ปรับเฉพาะบริบทองค์กร ใช้เคสจริงของบริษัทได้ เนื้อหากลาง ใช้ได้ทุกอุตสาหกรรม
ผู้เรียน พนักงานบริษัทเดียวกันทั้งห้อง ผู้เรียนจากหลายบริษัทปะปนกัน
งบต่อหัว คุ้มกว่าเมื่อมีผู้เรียน 10 คนขึ้นไป คุ้มกว่าเมื่อมีผู้เรียนแค่ 1-3 คน
ความลับข้อมูล พูดเคสภายในได้เต็มที่ ไม่ต้องกังวลคู่แข่งฟัง ต้องระวังการเล่าข้อมูลบริษัทต่อหน้าคนนอก
ตารางเวลา นัดวันตามความสะดวกของทีม ต้องตามรอบที่ผู้จัดกำหนดไว้ล่วงหน้า

ทำไมองค์กรยุคนี้เลือกอบรมพนักงานแบบ In-House มากขึ้น

ผู้เรียนระดมความคิดใน Workshop อบรมพนักงานแบบ In-House Training

เหตุผลแรกคือความคุ้มค่าเมื่อมีผู้เรียนจำนวนมาก หลักสูตรอบรมภายในองค์กรคิดราคาแบบเหมาจ่ายต่อรอบ ไม่ใช่ต่อหัว เมื่อบริษัทมีพนักงานที่ต้องอบรมพร้อมกันตั้งแต่ 10-30 คน ต้นทุนต่อคนจะลดลงมากเมื่อเทียบกับการส่งพนักงานไปเรียน public training ทีละคน

เหตุผลที่สองคือผลลัพธ์ที่วัดได้ตรงจุดกว่า ลองดูแบบนี้นะคะ วิทยากรที่ออกแบบหลักสูตรเฉพาะองค์กรจะอิงจากปัญหาจริงที่ทีมเจอ เช่น การพรีเซนต์งานต่อผู้บริหารที่ทำให้ทีมประหม่าและสื่อสารไม่ครบประเด็น หรือการนำเสนอขายที่ลูกค้าฟังแล้วไม่เข้าใจสิ่งที่ต้องการนำเสนอ แบบแรกที่ใช้สไลด์เดิมทั่วไปมักไม่เห็นผลชัด เพราะพนักงานฟังแล้วยังไม่รู้จะเอาไปปรับกับงานตัวเองยังไง แต่พอปรับมาเป็นเคสจริงของทีม พนักงานนำไปใช้งานต่อได้ทันทีหลังจบคลาส ไม่ใช่แค่ทฤษฎีทั่วไปค่ะ

อีกเหตุผลหนึ่งที่ฝ่าย HR มักมองข้ามคือสิทธิประโยชน์ทางภาษี กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเปิดให้นายจ้างที่จัดฝึกอบรมพนักงานตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดสามารถนำค่าใช้จ่ายฝึกอบรมไปใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้หลายองค์กรวางแผนจัดหลักสูตร in-house training ไว้เป็นงบประจำปีแทนที่จะจัดแบบเฉพาะกิจ รายละเอียดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่แท้จริงควรตรวจสอบโดยตรงจาก กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (dsd.go.th) เพื่อให้ฝ่ายบัญชีของบริษัทดำเนินเรื่องได้ถูกต้องตามปีภาษีปัจจุบันนะคะ

วิธีเลือกหลักสูตรอบรมภายในองค์กรให้คุ้มงบใน 3 ขั้นตอน

ทีม HR และวิทยากรพูดคุยออกแบบหลักสูตรอบรมภายในองค์กรให้ตรงงบ

ขั้นตอนแรก นับจำนวนผู้เรียนและกำหนดเป้าหมายให้ชัดก่อนขอใบเสนอราคา ถ้าทีมมีคนอบรมต่ำกว่า 8 คน public training อาจคุ้มกว่าในแง่ตัวเลข แต่ถ้ามีตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปและต้องการเนื้อหาที่ตรงกับปัญหาของทีม in-house training คือทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าเกือบทุกกรณี

ขั้นตอนที่สอง เช็กว่าวิทยากรปรับหลักสูตรตามบรีฟจริงหรือใช้สไลด์เดิมทุกบริษัท คำถามที่ควรถามก่อนตัดสินใจคือ ขอดู course outline ตัวอย่างที่เคยปรับให้ลูกค้าอุตสาหกรรมใกล้เคียงกันได้ไหม มีขั้นตอนเก็บบรีฟปัญหาจากหน้างานจริงก่อนออกแบบเนื้อหาหรือไม่ และวัดผลหลังจบคลาสอย่างไร

  • เก็บบรีฟปัญหาจริงจากหัวหน้าทีมก่อนออกแบบเนื้อหา ไม่ใช่ใช้สไลด์สำเร็จรูป
  • มีตัวอย่าง course outline ที่ปรับสำหรับอุตสาหกรรมใกล้เคียงให้ดูก่อนตัดสินใจ
  • ระบุจำนวนชั่วโมง Workshop ลงมือฝึกจริง ไม่ใช่ฟังบรรยายอย่างเดียว
  • มีแบบประเมินผลหลังจบคลาสที่วัดพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ใช่แค่แบบสำรวจความพึงพอใจ

ขั้นตอนที่สาม เปรียบเทียบราคาแบบเหมาต่อรอบกับจำนวนผู้เรียนจริง ไม่ใช่เทียบราคาต่อหัวอย่างเดียว หลักสูตรที่ดูแพงกว่าต่อรอบอาจถูกกว่าต่อหัวมากเมื่อคำนวณจากจำนวนคนที่เข้าเรียนจริงทั้งหมด ลองกลับไปนั่งคิดตัวเลขนี้กับทีมบัญชีดูนะคะ บางทีตัวเลขจะพลิกจากที่คิดไว้เลยค่ะ

ราคาหลักสูตร In-House Training เท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง

วิทยากร Kamari Business Presentation อธิบายกรอบ THINK TURN TELL ในคลาสอบรมองค์กร

ราคาหลักสูตร in-house training ไม่มีเรทตายตัวค่ะ เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยร่วมกัน ปัจจัยแรกคือจำนวนชั่วโมงอบรม หลักสูตรครึ่งวัน 1 วันเต็ม หรือ 2 วันต่อเนื่อง ย่อมมีต้นทุนต่างกัน ปัจจัยที่สองคือจำนวนผู้เรียนต่อรอบ ยิ่งมีผู้เรียนมากยิ่งใช้ทีมวิทยากรผู้ช่วยดูแล Workshop มากขึ้น

ปัจจัยที่สามคือความเข้มข้นของการปรับเนื้อหา หลักสูตรที่ต้องเก็บบรีฟเชิงลึก ออกแบบ Case Study เฉพาะอุตสาหกรรม และทำ Workshop จำลองสถานการณ์จริงของบริษัท ย่อมใช้เวลาเตรียมงานมากกว่าหลักสูตรมาตรฐานทั่วไป Betterpitch เป็นพันธมิตรรายเดียวในไทยของ Kamari Business Presentation จากญี่ปุ่น ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2018 ผ่านการอบรมให้องค์กรมาแล้วกว่า 100 แห่ง รวมถึงบริษัทในกลุ่ม SET100 โดยวางหลักสูตรบนกรอบ THINK TURN TELL ที่เน้นให้ผู้เรียนคิดโครงสร้างก่อนพูด ไม่ใช่ท่องจำสคริปต์ค่ะ

วิธีที่แม่นที่สุดในการรู้ราคาที่แท้จริงคือขอ course outline พร้อมใบเสนอราคาที่ระบุจำนวนชั่วโมงและจำนวนผู้เรียนชัดเจน แล้วนำไปเทียบกับงบต่อหัวที่ทีมตั้งไว้ ก่อนตัดสินใจเซ็นสัญญากับผู้จัดอบรมรายใด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ In-House Training

ผู้เรียนซักถามวิทยากรหลังจบคลาส In-House Training เรื่องหลักสูตรอบรมพนักงาน

In-House Training คือหลักสูตรแบบไหน เหมาะกับองค์กรขนาดไหน

In-House Training คือหลักสูตรที่ออกแบบเฉพาะให้พนักงานของบริษัทเดียว เหมาะกับองค์กรที่มีพนักงานต้องอบรมพร้อมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป เพราะงบต่อหัวจะคุ้มกว่าการส่งพนักงานไปเรียน public training ทีละคน และยังปรับเนื้อหาให้ตรงกับปัญหาจริงของทีมได้มากกว่าคลาสรวม

In House Training กับ Public Training ต่างกันตรงไหนมากที่สุด

ความต่างหลักอยู่ที่ผู้เรียนและความเฉพาะเจาะจงของเนื้อหา In House Training สอนเฉพาะพนักงานบริษัทเดียวและใช้เคสจริงขององค์กรได้เต็มที่ ส่วน Public Training รวมผู้เรียนจากหลายบริษัทและต้องใช้เนื้อหากลางที่เหมาะกับทุกอุตสาหกรรม ทำให้พูดถึงข้อมูลภายในบริษัทได้จำกัดกว่า

หลักสูตรอบรมภายในองค์กรใช้เวลาเตรียมงานนานแค่ไหน

โดยทั่วไปทีมวิทยากรจะใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ในการเก็บบรีฟปัญหาจากหัวหน้าทีม ออกแบบเนื้อหาให้ตรงบริบทองค์กร และเตรียม Case Study เฉพาะ ก่อนถึงวันจัดอบรมจริง ระยะเวลาจะยาวขึ้นถ้าหลักสูตรต้องการความเข้มข้นสูงหรือมีหลายแผนกเข้าร่วม

อบรมพนักงานแบบ In-House นำไปลดหย่อนภาษีได้จริงหรือไม่

นายจ้างที่จัดฝึกอบรมพนักงานตามหลักเกณฑ์ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานสามารถนำค่าใช้จ่ายฝึกอบรมไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 200% ของค่าใช้จ่ายจริง แนะนำให้ฝ่ายบัญชีตรวจสอบเงื่อนไขและเอกสารที่ต้องใช้กับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานโดยตรงก่อนดำเนินเรื่องทุกครั้ง เพราะหลักเกณฑ์อาจปรับเปลี่ยนตามปีภาษีค่ะ

ถ้าทีมมีปัญหาเรื่องพูดไม่รู้เรื่องหรือพรีเซนต์ไม่ผ่าน ควรเริ่มจากหลักสูตรไหน

ถ้าปัญหาหลักคือพนักงานพูดแล้วฟังไม่รู้เรื่องหรือลำดับความคิดสับสน แนะนำให้เริ่มจากหลักสูตร Public Speaking Training ที่เน้นฝึกโครงสร้างการพูดและการสื่อสารต่อหน้าคนฟัง ก่อนต่อยอดเป็นหลักสูตร In-House Training เฉพาะทีมในภายหลัง ลองอ่านตัวอย่างปัญหาจริงเพิ่มเติมได้ที่บทความ 3 เทคนิคแก้ปัญหาพูดไม่รู้เรื่อง

สรุปให้ชัดอีกครั้งนะคะ in house training คือทางเลือกที่คุ้มงบเมื่อมีผู้เรียนจำนวนมากและต้องการเนื้อหาที่ตรงกับปัญหาจริงของทีม ส่วน public training เหมาะกับทีมเล็กที่ต้องการพื้นฐานทั่วไป การเลือกให้คุ้มที่สุดต้องดูทั้งจำนวนคน เป้าหมาย และวิทยากรที่ปรับเนื้อหาให้ตรงบริบทองค์กรได้จริงค่ะ

Share your love