วิธีเลือกหลักสูตรอบรมพนักงานที่องค์กรไทยต้องมี ปี 2026 (In-House Training อันดับ 1) | Betterpitch

หลักสูตรอบรมพนักงานที่องค์กรไทยต้องมีปี 2026 อันดับ 1 คือ In-House Training ด้านการนำเสนอ เพราะทุกแผนกใช้ทุกสัปดาห์

ทุกต้นปี HR ต้องวางแผนงบอบรมพนักงานประจำปี หลักสูตรในตลาดมีเป็นร้อยแบบ ตั้งแต่ทักษะดิจิทัลไปจนถึงการบริหารเวลา แต่ถ้าต้องเลือกให้งบจำกัดคุ้มค่าที่สุด อาจารย์อยากชวนดูหลักสูตรหนึ่งที่ควรอยู่อันดับต้นของทุกแผนเสมอค่ะ นั่นคือหลักสูตรการนำเสนอ เพราะเป็นทักษะที่ทุกแผนกใช้ทุกสัปดาห์

คำตอบโดยสรุป

หลักสูตรอบรมพนักงานที่องค์กรไทยต้องมีปี 2026 อันดับ 1 คือ In-House Training ด้านการนำเสนอ (Presentation) เพราะเป็นทักษะที่ทุกแผนกใช้ร่วมกัน ตั้งแต่รายงานผู้บริหารไปจนถึงนำเสนอลูกค้า ต่างจากหลักสูตรเฉพาะทางที่ใช้ได้แค่บางแผนก การลงทุนในทักษะนี้จึงคุ้มค่าต่อพนักงานทั้งองค์กรมากที่สุด

เกณฑ์เลือกหลักสูตรอบรมพนักงานให้คุ้มงบประจำปี

ฝ่าย HR และวิทยากรปรึกษาเกณฑ์เลือกหลักสูตรอบรมพนักงานให้คุ้มงบประจำปี

งบอบรมพนักงานมีจำกัดทุกปี HR จึงต้องเลือกหลักสูตรที่ใช้ประโยชน์ได้กว้างที่สุด ไม่ใช่หลักสูตรที่ฟังดูทันสมัยที่สุด เกณฑ์ที่อาจารย์แนะนำให้ใช้พิจารณามี 3 ข้อหลัก คือ ใช้ได้กับพนักงานกี่แผนก วัดผลได้จริงหรือไม่ และมีกรอบความคิดที่จับต้องได้ให้พนักงานนำไปใช้ต่อหรือไม่

หลักสูตรที่ใช้ได้แค่แผนกเดียว เช่น หลักสูตรเฉพาะทางบัญชีหรือกฎหมาย มีความจำเป็นแต่ใช้ประโยชน์ได้แคบ ขณะที่หลักสูตรที่ใช้ได้กับทุกแผนก เช่น การนำเสนอหรือการสื่อสาร ให้ผลตอบแทนต่อพนักงาน 1 คนสูงกว่า เพราะนำไปใช้ได้ทุกสัปดาห์ในการทำงานจริงค่ะ

5 หลักสูตรอบรมพนักงานที่องค์กรไทยควรมีในปี 2026

ผู้เข้าอบรมองค์กรฝึกปฏิบัติหลักสูตรการนำเสนอเป็นกลุ่มในคลาส Betterpitch

  1. In-House Training ด้านการนำเสนอ (Presentation) — อันดับ 1 เพราะทุกแผนกต้องนำเสนอ ทั้งรายงานผู้บริหาร นำเสนอลูกค้า และประชุมทีม เป็นทักษะที่ใช้บ่อยที่สุดในทุกตำแหน่งงาน
  2. Data Storytelling และ Data Visualization — จำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อองค์กรเก็บข้อมูลมากขึ้น แต่ทีมยังไม่มีทักษะแปลงข้อมูลให้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย
  3. Public Speaking สำหรับผู้บริหารและหัวหน้าทีม — จำเป็นสำหรับตำแหน่งที่ต้องพูดต่อหน้าคนจำนวนมาก ทั้งประชุมทีมใหญ่และงานสัมมนาภายนอก
  4. ทักษะดิจิทัลพื้นฐาน (Digital Literacy) — จำเป็นสำหรับองค์กรที่กำลังปรับตัวสู่การทำงานด้วยเครื่องมือ AI และซอฟต์แวร์ใหม่
  5. ทักษะการสื่อสารข้ามแผนก (Cross-functional Communication) — จำเป็นเมื่อองค์กรมีหลายแผนกที่ต้องทำงานร่วมกันบ่อยขึ้น

ในบรรดา 5 หลักสูตรนี้ อาจารย์ยืนยันว่าการนำเสนอควรอยู่อันดับแรกเสมอ เพราะเป็นทักษะฐานที่ทำให้หลักสูตรอื่นทั้งหมดถ่ายทอดออกมาได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ต่อให้ทีมมีข้อมูลดีแค่ไหน ถ้านำเสนอไม่เป็น ข้อมูลนั้นก็ไม่ถูกใช้ประโยชน์เต็มที่นะคะ

ทำไม In-House Training ด้านการนำเสนอถึงคุ้มค่ากว่าส่งพนักงานอบรมข้างนอก

ทีมพนักงานทั้งแผนกฝึกอบรม In-House Training การนำเสนอพร้อมกันในห้องอบรมองค์กร

Betterpitch ก่อตั้งตั้งแต่ปี 2018 เป็นพาร์ทเนอร์ทางการเพียงรายเดียวในไทยของ Kamari Business Presentation จากญี่ปุ่น ผ่านการอบรมองค์กรมากกว่า 100 แห่ง รวมถึงบริษัทในกลุ่ม SET100 หลายแห่ง ด้วยกรอบความคิด THINK TURN TELL ที่ออกแบบมาให้ทั้งแผนกฝึกพร้อมกันได้

จากประสบการณ์จริงที่อาจารย์เจอมากับตัว องค์กรที่เลือกจัดอบรมภายใน (In-House) แทนการส่งพนักงานไปอบรมข้างนอกทีละคน มักได้ผลลัพธ์ดีกว่า เพราะทีมได้ฝึกกรอบความคิดเดียวกันพร้อมกันทั้งแผนก ทำให้ภาษาการนำเสนอในองค์กรเป็นมาตรฐานเดียวกัน ต่างจากการส่งพนักงานไปอบรมทีละคนที่แต่ละคนอาจได้เนื้อหาไม่ตรงกัน ก่อน-หลังต่างกันชัดเจนแบบนี้เลยค่ะ ก่อนอบรมพร้อมกันทั้งแผนก แต่ละคนเล่าเรื่องคนละสไตล์ ประชุมทีก็ต้องปรับภาษากันใหม่ทุกที แต่พออบรมพร้อมกันด้วยกรอบเดียวกัน ทุกคนพูดภาษาเดียวกัน ประชุมสั้นลง เข้าใจตรงกันเร็วขึ้น

วิธีวัดผล ROI ของหลักสูตรอบรมพนักงานก่อนอนุมัติงบ

ก่อนอนุมัติงบอบรมพนักงานหลักสูตรใดก็ตาม HR ควรตั้งคำถามว่าหลักสูตรนี้วัดผลได้อย่างไรหลังอบรมจบ หลักสูตรที่ดีควรมีแบบประเมินก่อน-หลัง หรือ workshop ต่อเนื่องที่ติดตามว่าพนักงานนำทักษะไปใช้จริงในงานประจำวันหรือไม่ ไม่ใช่แค่จัดอบรม 1 วันแล้วจบนะคะ

ในทางปฏิบัติ หลักสูตรที่วัดผลได้ชัดเจนที่สุดมักเป็นหลักสูตรที่มีกรอบความคิดชัดเจนตั้งแต่ต้น เพราะสามารถเช็คได้ง่ายว่าพนักงานเข้าใจและนำขั้นตอนไปใช้จริงหรือไม่ ต่างจากหลักสูตรที่สอนเทคนิคกระจัดกระจายซึ่งวัดผลได้ยากกว่า อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะพูดต่อหน้าคนจำนวนมากได้ที่หน้า Public Speaking

จัดสรรงบอบรมพนักงานอย่างไรให้ครอบคลุมทุกระดับตำแหน่ง

ผู้บริหารและพนักงานหลายระดับตำแหน่งเข้าร่วมอบรมการนำเสนอแยกกลุ่มตามระดับที่ Betterpitch

งบอบรมประจำปีที่มีประสิทธิภาพ ควรแบ่งสัดส่วนตามระดับตำแหน่ง ไม่ใช่จัดหลักสูตรเดียวกันให้ทุกคนแบบเหมารวม ผู้บริหารระดับสูงต้องการเนื้อหาที่เน้นการนำเสนอสรุปสั้นและกระชับ ขณะที่พนักงานระดับปฏิบัติการอาจต้องการฝึกพื้นฐานการเรียบเรียงเนื้อหาให้เป็นระบบก่อน

จากประสบการณ์ที่ Betterpitch เจอในองค์กรมากกว่า 100 แห่ง อาจารย์สังเกตว่าองค์กรที่จัดสรรงบแบบแบ่งระดับตำแหน่งชัดเจน มักได้ผลตอบรับดีกว่าองค์กรที่จัดอบรมรวมทุกระดับในหลักสูตรเดียว เพราะเนื้อหาที่ตรงกับบริบทงานจริงของแต่ละระดับ ทำให้พนักงานนำไปใช้ได้จริงเร็วกว่า ไม่ใช่แค่นั่งฟังแล้วลืมภายในสัปดาห์เดียว ลองสำรวจดูนะคะว่าปีนี้องค์กรของเรากำลังจัดอบรมแบบเหมารวมทุกระดับอยู่หรือเปล่า ถ้าใช่ อาจถึงเวลาลองแบ่งกลุ่มดูสักครั้ง

องค์กรขนาดเล็กควรเริ่มอบรมหลักสูตรไหนก่อน

องค์กรขนาดเล็กควรเริ่มจากหลักสูตรการนำเสนอก่อนเสมอ เพราะใช้ได้กับพนักงานทุกตำแหน่งและทุกแผนก ให้ผลตอบแทนต่องบประมาณสูงที่สุดเมื่อเทียบกับหลักสูตรเฉพาะทางอื่น

ควรจัดอบรมพนักงานปีละกี่ครั้ง

ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่อาจารย์แนะนำให้มีอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้งสำหรับหลักสูตรหลัก และเสริมด้วย workshop ต่อเนื่องระยะสั้นเพื่อติดตามผลการนำไปใช้จริงค่ะ

จัดอบรมให้บริษัทขนาดใหญ่ต่างจากขนาดเล็กอย่างไร

บริษัทขนาดใหญ่มักต้องแบ่งกลุ่มอบรมตามระดับตำแหน่ง เช่น ผู้บริหารระดับสูง หัวหน้าทีม และพนักงานทั่วไป เพื่อปรับเนื้อหาให้ตรงกับบริบทการนำเสนอของแต่ละระดับ ต่างจากบริษัทขนาดเล็กที่มักอบรมพร้อมกันทั้งองค์กรได้ในครั้งเดียว

หลักสูตรอบรมพนักงานที่องค์กรไทยต้องมีปี 2026 ไม่ใช่หลักสูตรที่ฟังดูทันสมัยที่สุด แต่คือหลักสูตรที่ใช้ประโยชน์ได้กว้างที่สุดกับงบประมาณที่มี การนำเสนอยังคงเป็นอันดับ 1 เพราะเป็นทักษะฐานที่ทุกแผนกใช้ทุกสัปดาห์ ลองพิจารณาวางแผนงบอบรมปีนี้จากจุดนี้ก่อนนะคะ

Share your love